Study notes by short-note.com

shortcut ที่ learners ทุกคนต้องมี

Building A Second Brain Part 2

สำหรับ Building A Second Brain Part 2 นี้ จะพูดถึง Method ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญเลย

ขึ้นตอนการสร้าง second brain มี 4 steps ด้วยกัน

  1. Capture
  2. Organize
  3. Distill
  4. Express

1. Capture

what resonates

เมื่อกล่าวถึง Capture มันไม่ใช่การ capture เฉพาะสิ่งภายนอก (External) แต่มีการ capture ทั้งภายนอก (External) และ ภายใน (Internal)

External เช่น Highlights, Quotes, Bookmarks & Favorites, Voice memos, Meeting notes, Images และ Takeaways จากการที่เราไปเรียนคอร์สต่างๆนานา

Internal เช่น idea ที่เกิดขึ้นมาในหัวเรา ซึ่งสามารถถูก collect ใส่ second brain ได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึง ประสบการณ์ที่ได้ไปเจอมา story ที่เราไปเจอมา insight ที่ตกผลึกได้ ความจำ และ musings ที่หมายถึง random ideas

Twelve Favorite Problems

Approach to Capturing

Richard Feynman

เวลาเราจะบันทึกข้อมูลลงใน second brain เราจะต้องมีการกรองว่า ข้อมูลไหนที่เราจะใส่ใน second brain

Richard Feynman เป็นนักฟิสิกส์ที่เก่งมากคนหนึ่ง เขาอยู่ในทีม Manhattan ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เขากล่าวว่า เราทุกคนควรจะมี Twelve Favorite Problems ก็คือมี 12 คำถาม โดยชีวิตเราควรจะถูก guide ด้วย 12 คำถามนี้ซึ่งเป็นตัวกรองว่าข้อมูลไหนควรจะเก็บไว้ใน second brain ของเรา

คำถามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตัวอย่างคำถาม เช่น เราจะเรียนรู้เรื่องต่างๆได้ดีขึ้นได้อย่างไร

ถ้าเรามีคำถามว่า เราจะเรียนรู้เรื่องต่างๆได้ดีขึ้นได้อย่างไร เวลาเราเจอ content ใน social media หรือ content ในบทความต่างๆที่มันช่วยตอบโจทย์ว่า เราจะเป็นมนุษย์ที่เรียนรู้ได้ดีขึ้นได้ยังไง เราก็จะจำ หรือ บันทึกข้อมูลตรงนั้นเข้าไปใน second brain เลย

คำถามที่ตั้งขึ้นมาเป็นตัวกรอง คือ ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้ามันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเราจริงรึเปล่า

คำถามอื่นๆ เช่น เราจะสามารถสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง โดยที่เราไม่ต้องกู้เงินจากธนาคาร ไม่ต้องทำกันหลายๆคน

How do I live less in the past and more in the present?

How can I speed up and relax at the same time?

การตั้งคำถาม ต้องเป็นคำถามปลายเปิด โดยต้องใช้ How กับ Why ไม่ใช่ What ไม่ใช่ Yes/No questions

คำถามปลายปิด (ไม่ใช่คำถามปลายเปิด) เช่น เที่ยงนี้ไปกิน KFC ดีไหม

คำถามปลายเปิด เช่น เราจะเรียนให้มันดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง, เราจะสร้างธุรกิจด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง

ถ้าเรามี 2 คำถามที่เป็นคำถามปลายเปิดตามตัวอย่างด้านบน เวลาเราเจอ content เกี่ยวกับ Growth Hacking หรือเจอเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะการเขียน หรือมีหนังสือเล่มไหนที่ช่วยให้เราสร้างธุรกิจได้ดีขึ้น เราจะซื้อมาอ่านเลย เช่น หนังสือ The Art of Business of Online Writing หรืออีกเล่ม Company of One

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราก็ต้องตั้งคำถามให้ตรงกับเป้าหมายชีวิตเรา 12 คำถาม แต่จริงๆไม่ต้องมีถึง 12 คำถามก็ได้ มี 3 คำถาม 5 คำถามก็ได้

How to not be crazy at work?

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่แนะนำมากๆเลย คือ IT DOESN’T HAVE TO BE CRAZY AT WORK ถ้าใครีความรู้สึกว่าการทำงาน office ตอนนี้มัน burnout มากเลย ไม่สนุกเลย ไม่ enjoy กับการทำงาน เชียร์ให้อ่านเล่มนี้เลย

การทำธุรกิจหรืความเชื่อหลายๆอย่าง บางทีทำยังไงถึงจะดีที่สุด หนังสือเล่มนี้ก็ท้าทายความเชื่อหลายๆอย่าง ตัวอย่างเช่น Our goal, No goal คือทีมเราไม่ต้องมีเป้าหมายในการทำงานด้วยซ้ำ แค่ใช้ชีวิต เป้าหมายเดียวคืออยู่ไปได้เรื่อยๆ

อย่างบริษัทจะมีการตั้งเป้าเรื่อง sale จะมี Cushion ซึ่งเป็นการกำหนดยอดขายที่ต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด อาจจะต้องการมากขึ้น 50% จากปีก่อน พนักงานก็จะเริ่มเครียด ความเครียดจะถูก่งต่อไปที่บ้าน ที่บ้านพนักงานอาจะมีลูกเล็กๆ ความเครียดของพ่อแม่ก็ไปลงที่ลูก จะเห็นได้ว่า การตั้งเป้าของบริษัทส่งผลไปถึงลูกเล็กๆของพนักงานบริษัทด้วย แล้วถ้าเกิด Q4 บริษัทไม่เข้าเป้า บริษัทก็จะเริ่ม compromise value ของเราเอง หมายความว่า อาจจะเริ่มทำบางอย่างที่ไม่อยากทำ เช่น การลดราคา เวลามีของค้าง stock เยอะๆ ต้นปีราคานึง ปลายปีลดราคาไปเยอะเลย

บริษัท Basecamp นี้ จึงมีเป้าที่ต่างจากบริษัทอื่น คือไม่จำเป็นต้องเติบโตเร็ว แต่ธุรกิจจะต้องสามารถอยู่รอดไปได้เรื่อยๆ บริษัทให้ความสำคัญกับ ความสมดุลของชีวิตพนักงานและการทำงานแบบ remote first

Ask Questions

– Does it inspire me?

– Is it useful?

– Is it personal?

– Is it surprising?

ชีวิต คือ การตั้งคำถาม ส่วนวิธีการใช้ชีวิตของเรา คือ คำตอบ ถ้าคำถามเราถูก ชีวิตเราจะถูก

เช่น ถ้าเรามีคำถามว่า “เราจะอยู่รอดไปอีก 50 ปีข้างหน้าได้อย่างไร” เราก็จะคิดว่าระหว่างเราไถ social media กับอานหนังสือที่มีประโยชน์กับตัวเรา อันไหนช่วยให้เราอยู่รอดไปถึง 50 ปีข้างหน้ามากกว่ากัน เราก็จะเลือกอ่านหนังสือ ถูกต้องไหม เพราะอ่านหนังสือดีๆมันช่วยให้เราอยู่รอด

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เราทำ ควรจะตอบได้ว่าทำไปแล้วชีวิตเราดีขึ้นยังไง เช่น ดูละคร แล้วทำให้ผ่อนคลายก็ดี แต่ถ้าดูแล้วไม่ช่วยอะไร แค่ไม่มีอะไรทำ ก็จะดูไปทำไม

หลายคนคิดว่าการอ่านหนังสือ เป็นงานที่ต้องทำ เป็นการบ้าน ซึ่งการบ้านไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำสักเท่าไร

เราจึงควรเปลี่ยนความคิดใหม่ การอ่านหนังสือไม่ใช่การบ้าน แต่การอ่านหนังสือคือความสุขเล็กๆที่เราสามารถสร้างได้ การอ่านหนังสือก็เหมือนการดู Netflix เลย

Once our thoughts are outside our head, we can examine them, play with them, make them better.

Tiago Forte

เวลาที่เราสามารถเอาความคิดในหัวมาใส่กระดาษหรือ system ข้างนอกได้ พวกเราก็จะมีเวลาในการ examine มันมากขึ้น

ที่สำคัญสุดคือ make idea นั้น better ก็คือ make idea นั้นที่มันมาอยู่ข้างนอก แล้วทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเชื่อมโยง idea ต่างๆเข้าด้วยกัน

สรุป ยิ่งเราจดโน๊ตเก่งเท่าไร ชีวิตเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

Tool for capturing

a read later app

วิธีการ capture ก็มีหลาย tools จะเป็น voice recorder ในมือถือ จะเป็น notion web clipper ก็ได้

In any piece of content, the value is not evenly distributed.

Tiago Forte

เวลาอ่านหนังสือ 1 เล่ม value ที่กระจายอยู่ในหนังสือไม่เท่ากัน ทุกคนควรโฟกัสเฉพาะ ประโยคไหนที่ทำให้ชีวิคเราไปข้างหน้าได้ดีขึ้น เราถึงจะบันทึกประโยคนั้นไว้ใน second brain

2. Organize

For Action

Tiago Forte แนะนำ PARA Methods

  1. Project (Short-term) คือ ข้อมูลที่ได้ใช้ในช่วงนี้เลย ในช่วงเวลาหนึ่ง อาจมี 3-4 projects ที่ดำเนินอยู่ เวลาเจอ content ใน internet ที่ตอบโจทย์ project พวกนี้ ก็ save เข้าไปใน project เลย
  2. Area (Long-term) คือ ความรับผิดชอบระยะยาว ความแตกต่างระหว่าง project กับ area คือ project มี deadline เช่น จบพฤษภาคม หลังจากพฤษภาคมปุ๊บ เราก็แยกย้าย แต่ area ไม่มี deadline ตัวอย่าง area เช่นเรื่องการออกกำลังกาย เรื่อง money management เรื่อง financial literacy เรื่อง freedom
  3. Resource (Topics interest) คือ ข้อมูลที่น่าจะได้ใช้ประโยชน์ แต่ไม่รู้เรื่องไร เหมือนเรามีตู้เก็บของในครัว แล้วมีซอสปรุงรส เครื่องปรุงต่างๆนานา ก็น่าจะได้ใช้ทำอาหารสักวัน แต่ไม่รู้เมื่อไร แล้ว resource ก็เป็น folder เดียวที่แชร์ต่อให้คนอื่นได้
  4. Archive (Inactive) คือ ข้อมูลอื่นๆทั้งหมด เช่น project ที่เราทำเสร็จแล้ว

You’ll always need to use multiple platforms to move your project forward. No single platform can do everything.

Tiago Forte

ปฏิทินเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น Google Calendar ถ้าไม่มีปฏิทิน เราจะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มีประชุมที่ไหน จะต้องคุยกับใคร จะเข้า Google meet ยังไงบ้าง

Second brain อย่างพวกแอป notion ก็จะมีอย่างอื่น เช่น

  • Gmail เป็น Second brain ในการคุยกับ partner หรือคนอื่นๆ
  • Google Calendar ในการดูว่าพรุ่งนี้ meeting ที่ไหนบ้าง

พวกนี้เป็น software ที่ upload ความจำเราเลย เราไม่ต้องจำว่าพรุ่งนี้มีกี่ประชุม เราไม่ต้องจำว่าพรุ่งนี้มี 10 emails ที่ต้องตอบรึเปล่า เพราะ software พวกนี้จำให้เรา แล้วเราก็มี notion ในการเก็บความรู้ทุกอย่าง

Second Brain เป็นระบบที่เก็บซึ่งเราสามารถใช้หลายๆ platform เราอาจจะใช้ WordPress ในการเก็บสิ่งที่อยากแชร์ให้กับเพื่อนๆทุกคน

สรุปคือ notion เป็นแค่ 1 ใน software ที่เราใช้ ในชีวิตเราอาจจะสร้างระบบขึ้นมาที่มีหลายๆ software ไม่จำกัดก็ได้

ตัวอย่าง Project

  • ลดน้ำหนัก 2 กิโลกรัมในเดือนนี้
  • ตีพิมหนังสือเล่มแรก
  • สร้าง app ตัวอย่าง
  • ร่างสัญญา
  • ยิงแอด Facebook ครั้งแรก

ตัวอย่าง Area

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • เขียนหนังสือเรื่อยๆ
  • วางแผนการเงินและการใช้เงิน
  • ทำ Marketing

Organizing Information like a Kitchen

  • Project – Meal, you’re cooking.
  • Area – Fridge, you want to check more often.
  • Resource – Seasoning, available to use, but out of sight in the meantime.
  • Archive – Frozen/ Cold storage

Move Quickly, Touch Lightly.

Tiago Forte

ข้อมูลที่เราใส่ไปแล้วใน second brain เราสามารถโยกไปมาระหว่าง folder ได้ง่าย เช่น เปลี่ยนไปมาระหว่าง project, area, resource, archive ได้

ดังนั้น ถ้าข้อมูลอยู่ผิดที่ก็ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องกังวล ด้วยความที่ทุกอย่างเป็น digital มันสามารถ move ได้ง่ายและเร็ว นอกจากนี้ Tiago Forte ก็แนะนำให้เราย้าย information ไปมาเรื่อยๆระหว่างแต่ละ folder

3. Distill

Find the essence

สำหรับส่วนของ Distill นี้ จะเป็นการจดสรุป ซึ่งข้อมูลในหนังสือที่เราอ่านเพื่อมาจด มันไม่ได้มี value เท่ากันทั้งเล่ม หน้าที่ของเราคือ ตามล่าหาความรู้ดีๆ Quotes เด็ดๆ ข้อความโดนๆ idea เจ๋งๆ ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ capture เข้ามาใส่ใน second brain แล้วก็ย่อยสรุปอีกที

One of the greatest critical and commercial successes in filmmaking history

Franscis ไม่ต้องมี script ในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Godfather 50 years เลย เขาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยที่เขาใช้โน๊ตที่จดในการสร้างภาพยนตร์เพียงเท่านั้น

เวลา Franscis อ่าน script เขาก็จะจดสรุปของ section นั้นๆออกมา franscis พูดว่าแค่มีโน๊ตสั้นๆ ซ้ายขวาของกระดาษ เขาก็สามารถสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เลย

Distillation is at the very heart of all effective communication.

Tiago Forte

เวลาทุกคนจะ present งานให้ได้เก่งขึ้น จะทำได้อย่างไร หัวใจที่สำคัญคือ เวลาเราพูด ให้ focus เฉพาะสิ่งที่มันมีคุณค่ากับผู้ฟัง เพราะ Distillation คือการที่ทุกอย่างที่เรา consume จะมี value เท่ากันหมด เราจึงต้องหาสิ่งที่มีคุณค่าและส่งมอบให้กับผู้ฟัง

เทคนิคที่ Tiago Forte ใช้ เรียกว่า Progressive Summarization ซึ่งชื่อเล่นของ Progressive Summarization คือ Highlight 2.0

Progressive Summarization

  1. Capture Notes คือ Copy + Paste โน๊ตเข้าไปใน second brain เช่น notion
  2. ฺBold Passages คือ ตรงไหนที่สำคัญก็ทำเป็นตัวหนาก่อน
  3. Highlight Passages คือ ภายในตัวหนา ก็ Highlight ข้อความที่รู้สึกว่ามันโดนใจเรา
  4. Executive Summary คือ เขียนสรุป base on Highlight ใน step 3

Step 1

Highlighting 2.0: The Progressive Summarization Technique

Progressive Summarization is the technique I teach to distill notes down to their most important points. It is a simple process of taking the raw notes you’ve captured and organized and distilling them into usable material that can directly inform a current project. Progressive Summarization takes advantage of a tool and a habit that we are all intimately familiar with highlighting while leveraging the unique capabilities of technology to make those highlights far more useful than anything you did in school. The technique is simple: you highlight the main points of a note, and then highlight the main points of those highlights, and so on, distilling the essence of a note in several “layers.” Each of these layers uses a different kind of formatting so you can easily tell them apart.

Forte, Tiago. Building a Second Brain (p.120). Profile. Kindle Edition.

Step 2

Highlighting 2.0: The Progressive Summarization Technique

Progressive Summarization is the technique I teach to distill notes down to their most important points. It is a simple process of taking the raw notes you’ve captured and organized and distilling them into usable material that can directly inform a current project. Progressive Summarization takes advantage of a tool and a habit that we are all intimately familiar with – highlighting – while leveraging the unique capabilities of technology to make those highlights far more useful than anything you did in school. The technique is simple: you highlight the main points of a note, and then highlight the main points of those highlights, and so on, distilling the essence of a note in several “layers.” Each of these layers uses a different kind of formatting so you can easily tell them apart.

Forte, Tiago. Building a Second Brain (p.120). Profile. Kindle Edition.

Step 3

Highlighting 2.0: The Progressive Summarization Technique

Progressive Summarization is the technique I teach to distill notes down to their most important points. It is a simple process of taking the raw notes you’ve captured and organized and distilling them into usable material that can directly inform a current project. Progressive Summarization takes advantage of a tool and a habit that we are all intimately familiar with – highlighting – while leveraging the unique capabilities of technology to make those highlights far more useful than anything you did in school. The technique is simple: you highlight the main points of a note, and then highlight the main points of those highlights, and so on, distilling the essence of a note in several “layers.” Each of these layers uses a different kind of formatting so you can easily tell them apart.

Forte, Tiago. Building a Second Brain (p.120). Profile. Kindle Edition.

Step 4

Summary

  • Progressive summarization distill information into layers
    • First, bold text
    • Then, highlight
    • Then, write a summary
  • Important points cam be used in our current projects

การที่เราสรุปหน้าก่อนหน้าทั้งหมดให้กลายเป็นอยู่แค่นี้ ซึ่งมันใช้เวลา อาจจะใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมง แต่เราในอนาคตมาอ่านมันจะเข้าใจได้เร็วมาก อาจจะใช้เวลาแค่แบบ 1 นาที ก็เข้าใจแล้วว่า Highlight 2.0 แปลว่าอะไร

จะเห็นได้ว่า เราใช้เวลาวันนี้ เพื่อประหยัดเวลาของเราในอนาคต

นอกจากนี้ Distillation ยังใช้ได้มากกว่าการเขียน อย่างเช่นการวาดรูป Pablo Picasso วาดกระทิงโดยการใช้เส้นให้น้อยที่สุด โดยการย่อยตัวกระทิงให้เหลือเฉพาะเส้นที่ควรจะเป็นเท่านั้น

In making decision about what to keep, we inevitably have to make decisions about what to throw away.

Tiago Forte

ชีวิตต้องเลือกระหว่างสิ่งที่เราจะเก็บ กับ สิ่งที่เราจะโยนทิ้ง ความรู้บางอย่างมีประโยชน์ก็เก็บไว้ ความรู้บางอย่างไม่มีประโยชน์ก็โยนทิ้ง เราไม่ใช่ information hoarding ไม่ต้องเก็บ ข้อมูลทั้งหมดเข้ามาอยู่ในระบบของเรา โดยที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน

Keep your future self in mind.

The effort we put into progressive summarization is meant for one purpose: to make it easy to find and work with our notes in the future.

4. Express

show your work

Express คือการ sharing

Intermediate Packets:

The Power of Thinking Small

บางคนคิดว่าหนังสือเล่มนึง 300 หน้า ความคิดที่ว่าเราจะเขียนหนังสือแล้ว share ให้คนอื่น ต้องเขียนให้ครบ 300 หน้า ถึง share ได้ เป็นความคิดที่ผิด ความจริงสิ่งที่เราจดโน๊ต อาจเป็นแค่ 3 paragraph ง่ายๆ ก็แชร์ต่อใน social media ได้เลย

อย่างสมมติ เราจะเขียนแชร์เกี่ยวกับ Generalist อาจจะเขียน 3 ประโยคสั้นๆ เช่น

  • Generalist คือคนที่เชื่อมั่นในการพัฒนาตัวเอง
  • Generalist เชื่อในการที่มีมากกว่า 1 skill
  • Generalist จะไม่เก่งที่สุดในสัก skill แต่พลังคือการรวม skill นั้นเข้าด้วยกัน

สรุปคือ เนื้อหาที่เราจะแชร์ให้คนอื่น ไม่จำเป็นต้องยาว แต่เนื้อหาควรจะจบในตัวเอง

Concept เรื่อง small มันมีอยู่ในทุกศาสตร์เลย

  • Modules ก่อนจะมี software เราสร้าง module ขึ้นมาก่อน เราประกอบ module เข้าด้วยกันกลายเป็น software 1 อัน
  • Betas ก่อนเราจะออก product ที่เป็น final version เรามี product ที่เป็น betas version
  • Sketches ก่อนเราจะวาดรูปอย่าง Pablo Picasso เราเริ่มจากการ sketches ก่อน
  • Pilots ก่อนจะมีของจริง เราทำ Pilots ก่อน
  • Prototypes ก่อนเราจะสร้าง product จริง เรามี prototype ก่อน
  • Concept Cars ก่อนเรามี Tesla Model Y ขับ เราต้องมี Concept Cars ก่อน อาจจะเป็นแค่ model เล็กๆที่สร้างขึ้นมา
  • Demos ก่อนจะมีของจริง ต้องมี Demos ก่อน

ข้อคิดของเรื่องนี้คือ The Power of Thinking Small ทุกอย่างไมม่ต้องรอให้มันเสร็จสมบูรณ์ ทุกอย่างมันควรจะทำเป็นชิ้นงานเล็กที่สุดที่สามารถแชร์ต่อได้

Concept พวกนี้มาจากพวก Agile ด้วย ก็คือพวก Minimum Viable Product ซึ่งเป็น Highlight ที่สำคัญมาก

Intermediate packets are small pieces of work-in-process. They are concrete, individual building blocks that make up your work.

Intermediate packets หมายถึง งานที่เราทำอยู่มันไม่ได้เร็จ 100% นะ แต่มัน work-in-progress จบในตัวที่สามารถแชร์ต่อได้

ตัว Intermediate packets สมมติเรามี 100 ชิ้น เราประกอบร่างเข้าด้วยกันปุ๊บ กลายเป็นชิ้นงานใหม่ของเรา แต่ละชิ้นใน 100 ชิ้น เราดึงออกมาชิ้นนึง แล้วแชร์ต่อให้เพื่อนได้เลย Note ที่เราจดก็เป็น Intermediate packets ที่เราแชร์ต่อได้

By thinking small, you can focus on creating just one IP each time you sit down to work.

Tiago Forte

Thinking small ก็เหมือนกับการแบ่งหนังสือ 400 หน้าออกเป็นบทย่อย บทย่อยละ 10 หน้า เวลาเห็นหนังสือ 400 หน้า เราอาจจะรู้สึกเหมือนอ่านไม่จบหรอก แต่เราไม่ต้องอ่านครั้งละ 400 หน้าก็ได้ เราอ่านครั้งละ 10 หน้า เหมือนกับ The Power of Thinking Small

แล้วเวลาอ่าน ครั้งแรกอาจจะอ่านได้ 10 หน้า แต่ครั้งที่สองอาจจะอ่านได้ 15 หน้า เพราะเราอาจจะเก่งขึ้น สมาธิเราอาจจะดีขึ้น เราอาจจะอ่านหนังสือได้นานขึ้น โอกาสอ่านหนังสือจบก็มากขึ้น มันคือพลังของการคิดเล็กๆ ทำสิ่งเล็กๆและทำอย่างต่อเนื่อง

Over time your ability to quickly tap these creative assets and combine them into something new will make all the difference.

Tiago Forte

พลังแห่งการ combine เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Generalist เลย เหมือนการ combine skill เรื่องการเขียน, เรื่อง marketing, เรื่อง persuasion หลังจาก 3 skills นี้มารวมกัน เราก็จะสามารถสร้างเว็บไซต์ที่ติด SEO (Search Engine Optimization) ได้เลย

ถ้าเรารู้เรื่อง website นิดหน่อย, รู้เรื่อง tech skills นิดหน่อย, รู้เรื่อง API นิดหน่อย เราสามารถสร้างโรงเรียน Online ได้เลย

ถ้าเรารู้เรื่อง finance, เรื่อง data, เรื่องการลงทุนและ trend ในตลาดหุ้น เราสามารถเป็นนักลงทุนที่เก่งได้เลย เก่งก็คือชนะตลาด อยู่ได้ยาวๆโดยไม่เจ๊ง ลงทุนใน SET50, SET100 ได้เลย

ยิ่งเรารวม skill ทั้งหมดเข้าด้วยกันได้เก่งมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งสร้างสรรค์ผลงานใหม่ได้มากขึ้นเท่านั้น

Reuse Your Past Work

1. Search

2. Browse

3. Tag

4. Serendipity (Chance)

เวลาที่เราจดโน๊ตเยอะๆ เราไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาตลอด เราสามารถ Reuse Your Past Work ได้ โปรเจค 3 ปีที่แล้ว ที่ย้ายมาอยู่ใน Archive แล้ว พวกเราก็สามารถแชร์ผลงานเก่าๆที่เราทำแล้วได้ด้วยเช่นกัน content ที่เราเคยเขียนแล้วบน social media ก็สามารถนำมาใช้ซ้ำได้

อย่างถ้าเพจที่มีคนติดตาม 1 แสนคน วันจันทร์โพสต์มีคนเข้าถึงโพสต์ 5 พันคน แปลว่ามีคนอีกเกือบแสนคนยังไม่ได้เข้าถึงโพสต์ เพราะฉะนั้นวันศุกร์ในสัปดาห์เดียวกัน ก็โพสต์ใหม่ได้โดย reuse โพสต์นั้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง

Three Stages of Expressing

Remembering -> Connecting -> Creating

You have to believe that the smallest idea has the potential to change people’s lives.

Tiago Forte

The CODE method

Remembering what matter

Capture -> Organize -> Distill -> Express

  1. Capture = Keep what resonates
  2. Organize = Save for actionability
  3. Distill = Find the essence
  4. Express = Show your work

CODE method is designed to help your human brain do what it does best. Imagine. Invent. Innovate. Create.

Archetypes

know your trait, choose your second brain

4 Note-Taking Archetypes

– Architect

– Gardener

– Librarian

– (Student)