
เวลาเราเรียนรู้อะไรใหม่ๆแล้วก็ลืม ทุกคนมีวิธีการแก้ปัญหานี้อย่างไรกันคะ …
วันนี้ เราจะพาไปรู้จักกับวิธีการสร้าง ” Second Brain ” กัน

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย คุณ Tiago Forte เนื้อหาคร่าวๆจะเกี่ยวกับ
- ทำไมต้องจดโน๊ต ทำไมเราถึงต้องมี second brain
- วิธีการสร้าง second brain ซึ่ง concept คือ CODE method
- สุดท้ายก็คือเรื่องของ creative
พลังแห่งการเขียน และ แบ่งปัน
ในยุคสมัยก่อน คนเราจะจดลงสมุดโน๊ต ซึ่งการจดลงสมุดโน๊ตเนี่ย มีข้อจำกัด เช่นแบบ นานๆไปก็เก่า ปลวกก็ขึ้น หน้าฝนก็อาจจะเปียกฝน เผลอๆทำหายอีก
ในยุคนี้ เราเลยสร้าง second brain บนโลกดิจิตอลทั้งหมดเลย คือ อยู่บน internet ไม่มีข้อเสีย ยกเว้นลืม account แต่ไม่ลืมหรอกมั้ง 5555
สำหรับพลังแห่งการจดโน๊ต The power of writing …
ขอเริ่มด้วยเรื่องราวของ Tiago Forte ผู้ซึ่งเขียนหนังสือ Building A Second Brain
เรื่องมีอยู่ว่า Tiago Forte เขาเคยมีอาการเจ็บต้นคอ เจ็บคอ แล้วเขาเนี่ยรักษามาหลายปีมาก มากแบบ ก.ไก่ล้านตัววววว แต่ไม่หาย เขาเลยขอเอกสารการตรวจของหมอมา แล้วเปลี่ยนเอกสารกระดาษ เป็นดิจิตอล แล้วเชื่อมโยงทุกอย่างให้เข้ากัน ข้อมูลเลยจัดการง่าย แล้วเขาก็ค้นพบว่าโรคเกิดจากสรีระร่างกายมากกว่า จริงๆแล้วเขาต้องปรับสรีระ การพูด การออกกำลังกาย ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่หายสนิท แต่ก็ทำให้เขาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
เลยเป็นที่มาของ พลังแห่งการเขียน (The power of writing) คุณหมอรักษาไม่หาย แต่เขาค้นพบวิธีรักษาตัวเอง ด้วยการจดรวบรวมข้อมูลเป็นดิจิตอล
ส่วนพลังแห่งการแบ่งปัน The power of sharing …
เวลาเราจดโน๊ต เราสามารถแชร์ให้เพื่อนๆได้ด้วย แชร์ต่อๆกันไป เยยยยยย้
ถ้ามีความรู้ ก็ควรแชร์ เช่น ถ้ามีเพื่อนๆกำลังหางาน แล้วถ้าเรามีเว็บไซต์แชร์เรื่องการหางาน เป็น secret sauce ก็อาจจะมีคนอ่านเป็นหมื่น คนแชร์เป็นแสนก็เป็นได้นะเออ 5555
” Your mind is for having ideas, not holding them. “
David Allen, Getting Things Done
ทุกวันนี้ ใครยังจดไม่มีระเบียบ ยกมือขึ้น …
เดี๋ยววันนี้ เรามาจดให้เป็นระเบียบและเป็นระบบกัน
สำหรับ quote ด้านบน ” Your mind is for having ideas, not holding them. ” จะสื่อถึง สมองใช้ในด้านความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไอเดียใหม่ๆ แต่สมองไม่สามารถเก็บไอเดียนั้นได้ ทุกคนเคยไหม แบบปิ๊งไอเดีย แล้วผ่านไป 10 วินาที ก็ลืมแล้ว
ดังนั้น เราจะเก็บความคิดนั้นได้ยังไง ง่ายๆเลย คือก็จดมันออกมา หรือ record ไว้ใน second brain นั่นเอง
” More than half the workforce today can be considered knowledge workers. “
Tiago Forte
พวกเราส่วนใหญ่เป็น knowledge worker คือทำงานที่ต้องคิด คิดสร้างสรรค์ ซึ่งถ้าโลกพัฒนาไปในทางที่ถูก knowledge worker จะมากขึ้นเรื่อยๆ

26% ของ knowledge worker เวลาทำงานไปแต่ละวัน ใช้เวลาไปกับ การหาไฟล์ หาของ หาไอเดีย หาว่าต้องไปติดต่อกับใคร ใช้เวลาไปกับการรวบรวมข้อมูล การหาข้อมูล การกระจายข้อมูลในระบบต่างๆ
สรุปคือ ใช้เวลา 1 ใน 4 หมดเวลาไปกับการหาของ แล้วที่ไปหา หาเจอรึเปล่า …

56% หาเจอ นั่นแสดงว่า อีกตั้ง 44% หาไม่เจอหนะสิ
ดังนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องมี second brain เพื่อเก็บข้อมูล ไว้หา จะได้หาเจอนั่นเอง

ลองนึกว่า
1 ปี ถ้าเราจด 365 ideas
2 ปี ถ้าเราจด 730 ideas
3 ปี ถ้าเราจด 1000+ ideas
ดังนั้น จดนานๆ จะทรงพลังมากๆ ยิ่งเริ่มไว ยิ่งได้เปรียบ ความรู้อะมันประกอบรวมกัน

สมัยก่อนประมาณ 100 ปีก่อน ทุกคนจะมีสมุด เป็นที่ที่ทุกคนจดทุกอย่างลงในนั้น แต่สมุดโดนน้ำก็พัง จดเต็มก็ต้องเปลี่ยนเล่ม
ปัจจุบัน เราจึงมี digital commonplace book ซึ่งเข้าผ่าน internet มันค่อนข้าง secure กว่า เพราะมี password

Rethinking Notetaking:
Notes as Knowledge Building Blocks
Tiago Forte
ทุกคนจดโน๊ต มันไม่ใช่แค่การจดโน๊ต แต่มันเป็น knowledge building blocks ให้คิดว่า จดโน๊ตคือการสร้าง foundation ใหม่ขึ้นมา
โน๊ต คือ งานชิ้นหนึ่งที่
- ผ่านการตีความด้วยมุมมองของเรา
- คัดกรองตามความชอบของเรา
- แปลออกมาเป็นคำพูดของตัวเราเอง
- ได้มาจากประสบการณ์ชีวิตของเรา
- ควรถูกเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย
โน๊ต ไม่ใช่การ copy + paste แต่ต้องจดด้วยคำพูดของเรา บางคนอาจจะจดทั้งแบบ digital และ analog เช่นจดลงกระดาษก่อน แล้วค่อยอัพข้อมูลลง internet ก็ได้เหมือนกัน

Second brain ไม่ใช่ storage แต่เป็น production system มากจาก produce แปลว่า เรายำไอเดียพวกนั้นเข้าด้วยกัน ย่อยโน๊ต ใส่ digital commonplace book แล้วเขียนเป็น บทความใหม่ เป็นของตัวเอง เป็นผลงานของเรา
เมื่อเราจดไอเดียทุกอย่างมาแล้ว
- ไอเดียเราจะจับต้องได้ง่ายขึ้น
- จะเชื่อมโยงไอเดียต่างๆได้ง่ายขึ้น
- ถ้าเราเปรียบเทียบเหมือนต้นไม้ เราหมั่นรดน้ำ ไอเดียจะเติบโตขึ้น ความคิดจะยิ่งใหญ่ขึ้น เมื่อเราจดและเราไม่ลืม
- เราจะเริ่มไม่เหมือนคนอื่นทั่วๆไปแล้ว เพราะความคิดเราเฉียบคมมากขึ้น
Connect the dots backwards
(Only if you can remember the dots)
Steve Jobs
ประสบการณ์ของพวกเรามันคือ Connect the dots backwards
ประสบการณ์ต่างๆที่เราเจอในอดีตมันคือ dots แล้วความคิดสร้างสรรค์ มันคือ การ connect the dots เข้าด้วยกัน
แต่จะ connect the dots ได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องจำให้ได้ก่อน ถ้าไม่มี second brain ทุกคนจะลืม เพราะในสมองพวกเรา มันจะมี concept forgetting curve อยู่ ปกติถ้าเรียนจบ ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ทุกคนจะลืมไปประมาณ 50% ถ้าไม่จด

ความรู้ที่เราใส่ไปใน second brain ยิ่งใส่ไปเรื่อยๆ มันจะเป็น compounding effect ดังนั้นยิ่งเริ่มต้นไว ยิ่งได้เปรียบ

เราควรจดหลังเรียน แล้วพยายามนึกว่าเราจำอะไรได้บ้าง ถ้าจำไม่ได้ค่อยไปเปิดดู ด้านบนเป็นตัวอย่างพื้นที่ที่ให้เราจด เป็น second brain ของเรา จะใช้อันใช้อันไหนก็ได้

3 steps ในการสร้าง Personal Knowledge Management ก็คือ
Remember -> Connect -> Create
ก่อนจะสร้าง Create ได้ เราต้อง Connect ความคิดเข้าหากันก่อน ก่อนจะ Connect ความคิดได้ ต้องเริ่มจากความจำ Remember ก่อน
The CODE Method
Remembering what matters
Capture -> Organize -> Distill -> Express
Capture = Keep what resonates สิ่งที่เราอ่านอยู่ตอนนี้ มันช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นรึเปล่า ชีวิตเราแต่ละคน เป้าหมายไม่เหมือนกัน
Organize = Save for actionability จัดเรียงให้เหมาะสม โดยใช้ PARA method
Distill = Find the essence เขียนย่อยโน๊ตเป็นภาษาของเราเอง
Express = Show your work แชร์โน๊ตต่อ
” I’m inspired to write songs at any time of the day “
Taylor Swift
เวลา Taylor Swift เธอมีไอเดียดีๆอะไรเข้ามาในหัว เธอจะหยุดทำทุกอย่าง แล้วจะ capture idea นั้น เข้าไปใน second brain
แต่ Taylor Swift เธอเป็นนักร้อง ดังนั้นวิธีการ record จึงเป็นวิธีอัดเสียงและฮัม melody นั้นไป
จะเห็นได้ว่า วิธีการเก็บข้อมูลใน second brain ไม่จำเป็นต้องเขียนเท่านั้น ก็คือทุกคนจะอัดเสียง จะพูดแทนเขียนก็ได้ หรือ web clipper (หมายถึง duplicate ตัว web browser จาก internet ไปใส่ใน notion ไรงี้) ก็เป็นการเก็บข้อมูลอีกอย่างนึง
” Choose to consume information that adds value to our lives and let go of the rest.”
Tiago Forte
เวลาเราซึมซับ content ใน internet มันจะมี content บางอย่างที่ไม่ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น เราก็ไม่ต้อง capture ข้อมูลพวกนั้นเข้ามาใน second brain ดังนั้น เราควรมี filter บางอย่าง ใช้ในการกรองว่ามันควรค่าในการเก็บไว้ใน second brain รึเปล่า

มีใครยังเก็บข้อมูลแบบรูปด้านบนอยู่ไหม??? คือเก็บชื่อ folder เป็นตาม subject
ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันไม่ค่อย work ลองเปลี่ยนมาเก็บตาม actionability (ประโยชน์ของมันว่าได้ใช้เมื่อไรดีไหม) ลองดูว่า ได้ใช้วันนี้เลย หรือได้ใช้ในอีก 1 ปีข้างหน้า
ข้อมูลที่ใช้วันนี้เลย เรียกว่า hot content/hot knowledge
ส่วนข้อมูลที่ไม่รู้จะได้ใช้เมื่อไรก็จะ เรียกว่า cold knowledge
วิธีการที่ Tiago Forte เรียกว่า PARA method นี้ เป็นวิธีการแบ่งตามเวลาว่าเมื่อไรที่มันจะได้ใช้ ได้มีประโยชน์ ซึ่งเป็นขั้นตอนใน organize (ขั้นตอนที่ 2 จาก CODE method)
PARA method คือ Project Area Resource Archive ข้อมูลจะแบ่งตามประโยชน์ของมันว่าได้ใช้เมื่อไร ข้อมูลที่มีประโยชน์เยอะในวันนี้ ก็จะใช้วันนี้เลย
Organize your note for action, asking “How is this going to help me move forward”
Tiago Forte
ข้อมูลที่เก็บเข้ามาทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายเรามากขึ้นรึเปล่า
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก ก็คือ เราเขียนโน๊ตให้ใครอ่าน จริงๆแล้วคนเดียวที่เราเขียนโน๊ตให้อ่านคือ ตัวเราเอง
เราเขียนโน๊ตวันนี้ เพื่อให้เราอ่านในอนาคต แปล่าเราเขียนโน๊ตวันนี้ เพื่อประหยัดเวลาเราในอนาคต ดังนั้น ห้ามจดให้ตัวเองอ่านไม่รู้เรื่อง เราจะต้องใช้เวลาเยอะพอในวันนี้ เพื่อให้อนาคต เราประหยัดเวลา
Short term pain Long term gain
Every note is seed to new idea. Distill your notes down to their essence.
Tiago Forte
จดเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่ากับเรา …
ทุกคำที่เราได้รับมาจากผู้สอน ไม่ใช่จะมีคุณค่าเท่ากันทุกคำ เปรียบเทียบเหมือนเวลาเราอ่านหนังสือ 1 เล่ม ไม่ใช่ทุกคำในหนังสือเล่มนี้จะมีคุณค่าให้กับเราเท่ากันทุกคำ
ดังนั้น หน้าที่ของเราคือการ hunting (การออกล่า) คือเวลาเราอ่านหนังสือเล่มนึง เราจะล่าสิ่งที่มีประโยชน์ เวลาเราเรียน หูเราต้องมีการกรอง เราต้องรู้ว่าข้อมูลไหน ทำให้เราแก้ปัญหาในอนาคตได้ดีขึ้น
เพราะฉะนั้น บอกไม่ได้ว่าใช้เวลาจดโน๊ตนานแค่ไหน ถ้าเราคุ้นเคยกับข้อมูลอยู่แล้ว ก็จดไม่นาน แต่ถ้าข้อมูลใหม่สำหรับเรามากก็อาจจะจดโน๊ตนาน

เพื่อนๆรู้ไหมคะ ยิ่งเราแชร์ความรู้เยอะ แบบฟรี ชีวิตเราดีขึ้นนะ ถึงแม้ไม่มีสถิติแบบชัดเจน เวลาเพื่อนๆเขียนบทความ เลยอยากให้ลองแชร์ คนอื่นจะรู้จักเรามากขึ้น ยิ่งให้ ยิ่งได้รับ
Shift as much of your time and effort as possible from consuming to creating.
Tiago Forte
เราต้องเปลี่ยนตัวเองจาก consumer เป็น creator ในบางที
เหมือนเรากิน junk food เราก็กินอย่างเดียวไม่ได้ใช่ป่ะ ต้องออกกำลังกายเผาผลาญด้วย ไม่งั้นจะขึ้นอืด
ในการอ่านหนังสือก็เหมือนกัน ถ้าอ่านหนังสือ 50 เล่มต่อปี แต่ไม่เขียนอะไรออกมาเลย มันก็ไม่ใช่วิธีการที่ดี ดังนั้น เราต้อง consume และ create วนเป็น loop แบบนี้ไปเรื่อยๆ
และนี่คือ loop สู่ความยิ่งใหญ๋
Consuming to Creating
เพราะฉะนั้น วันนี้ให้เปลี่ยน Mindset ว่าเราไม่ใช่นักเรียน แต่เราเป็นนักเขียน
ซึ่งทักษะการเขียน …
ยิ่งเราเขียนเก่งเท่าไร เราจะคิดได้เก่งขึ้นเท่านั้น
ยิ่งเราคิดเก่งขึ้นเท่าไร เราจะเห็นโอกาสมากขึ้นเท่านั้น
ยิ่งเราเห็นโอกาสมากขึ้นเท่าไร เราจะยิ่งสร้างรายได้ได้มากขึ้นเท่านั้น
Consumer สร้างรายได้ไม่ได้ …
… แต่ Creator สามารถสร้างรายได้ได้
และจากหนังสือ The Art of Business of Online Writing
เราไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ก็ได้ เพียงแค่เขียนใน Facebook Instagram Twitter แล้วโพสต์ แค่นี้ก็ถือเป็นการได้ฝึกฝน Online Writing แล้ว เพราะฉะนั้น Online Writing ไม่จำเป็นต้องมี Blog ก็ได้
สรุปคือ Online Writing ขอแค่เราได้อ่านและได้เขียน แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ

Second Brain ไม่ใช่ที่ที่ใช้เป็นการเก็บอย่างเดียว แต่ Second Brain คือ Production system
เราเรียนเพื่อสร้าง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เราเรียนเพื่อจดโน๊ต เพื่อแชร์ความรู้ให้เพื่อนคนอื่นๆด้วย
เป็นอย่างไรคะ สำหรับ Building A Second Brain Part 1 หวังว่าจะชอบกันนะคะ สำหรับใครอยากอ่าน Building A Second Brain Part 2 กดที่ปุ่มด้านล่างเลยนะคะ
